วิธีการปรับพอร์ตการลงทุนในหุ้นเพื่อรับมือกับเศรษฐกิจแปรปรวน

ความสำคัญของการปรับพอร์ตการลงทุน

ในยามที่เศรษฐกิจผันผวนดั่งเรือที่โคลงเคลงท่ามกลางคลื่นลมแห่งความไม่แน่นอน นักลงทุนหลายคนอาจสับสนว่าเมื่อใดคือจังหวะที่เหมาะสมในการปรับพอร์ตการลงทุน

  • ความจริงก็ คือ ความผันผวนทางเศรษฐกิจเป็นวัฏจักรที่หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวหรือเติบโตเต็มที่ ล้วนส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ในพอร์ตของเราทั้งสิ้น เพียงแต่ผลกระทบนั้นจะออกมาในทางบวกหรือลบต่างหากที่แตกต่างกัน
  • ดังนั้น แทนที่จะหวาดกลัวจนไม่กล้าลงทุน หรือยึดติดกับสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำจนเกินไป สิ่งสำคัญคือการวางกลยุทธ์เพื่อรับมืออย่างรอบคอบ ด้วยการติดตามปัจจัยเสี่ยงและข่าวสารที่อาจส่งผลต่อสินทรัพย์ในพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์
  • โดยหลักการแล้ว เราควรปรับพอร์ตเมื่อเห็นว่าเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ที่ถือครองจนเสียสมดุล ทำให้ผลตอบแทนไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ หรือมีความเสี่ยงในระดับที่ไม่อาจยอมรับได้

การปรับพอร์ตสามารถทำได้ 2 วิธี คือ

  • Overweight คือ การเพิ่มสัดส่วนในสินทรัพย์บางประเภท และลดสัดส่วนในสินทรัพย์ประเภทอื่นลงเพื่อชดเชย เช่น เพิ่มสัดส่วนหุ้นในประเทศ และลดสัดส่วนหุ้นต่างประเทศ
  • Underweight คือ การลดสัดส่วนในสินทรัพย์บางประเภท และเพิ่มสัดส่วนในสินทรัพย์อื่นแทน เช่น ลดพันธบัตร เพิ่มหุ้นในประเทศ

การเลือกจังหวะปรับพอร์ตก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยต้องพิจารณาว่าสินทรัพย์ใดมีแนวโน้มโตและให้ผลตอบแทนดีในภาวะเศรษฐกิจขณะนั้น ควบคู่ไปกับปัจจัยส่วนตัวของนักลงทุน เช่น อายุ และเป้าหมายผลตอบแทนที่คาดหวัง”

  • การปรับพอร์ต คือ การปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับความเสี่ยงและโอกาสที่เปลี่ยนไปของเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับสถานการณ์ของนักลงทุนเอง
  • การปรับพอร์ตบ่อยเกินไปโดยไม่จำเป็นก็อาจเป็นดาบสองคม เพราะอาจทำให้เสียค่าธรรมเนียมและพลาดจังหวะการลงทุนได้เช่นกัน 

ดังนั้น สิ่งสำคัญ คือ การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบ และวางแผนปรับพอร์ตอย่างเป็นระบบต่างหากที่จะช่วยให้เรือแห่งการลงทุนแล่นฝ่าคลื่นลมไปสู่ฝั่งฝันได้อย่างมั่นคงในที่สุด

วิธีการปรับพอร์ตการลงทุนที่ดี เพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจ

ในยามที่เศรษฐกิจผันผวนดุจดั่งเรือที่โคลงเคลงกลางมหาสมุทรแห่งความไม่แน่นอน นักลงทุนจำเป็นต้องปรับพอร์ตหุ้นให้สอดรับกับคลื่นลมที่เปลี่ยนแปรไป เพื่อให้เรือแห่งการลงทุนแล่นไปถึงฝั่งฝันแห่งผลตอบแทนได้อย่างปลอดภัย

การปรับพอร์ตหุ้นให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน สามารถทำได้ดังนี้

เพิ่มสัดส่วนหุ้นในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากวัฏจักรเศรษฐกิจ (Cyclical stocks)

  • ในยามเศรษฐกิจฟื้นตัว ควรเพิ่มสัดส่วนหุ้นในกลุ่ม Cyclical ที่จะได้ประโยชน์จากการใช้จ่ายที่สูงขึ้น เช่น กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ฯลฯ 
  • เนื่องจากรายได้ของบริษัทเหล่านี้จะปรับตัวขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทำให้ราคาหุ้นมีโอกาสปรับขึ้นตาม
  • ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจชะลอตัวหรือถดถอย ก็ควรลดสัดส่วนในกลุ่ม Cyclical ลง เพราะรายได้และกำไรของบริษัทจะลดลงตามกำลังซื้อที่หายไป ส่งผลกดดันต่อราคาหุ้น

เพิ่มสัดส่วนหุ้นในกลุ่มป้องกันความเสี่ยง (Defensive stocks)

  • ในยามเศรษฐกิจถดถอย ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะลดการใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น แต่ยังคงต้องใช้จ่ายในสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน 
  • ธุรกิจในกลุ่ม Defensive เช่น อาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ส่วนตัว ยารักษาโรค ฯลฯ จึงยังคงมีรายได้ที่ค่อนข้างคงที่ไม่หายไปตามเศรษฐกิจ
  • การเพิ่มสัดส่วนในกลุ่ม Defensive stocks ไว้ในพอร์ต จะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด เพราะราคาหุ้นกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะผันผวนน้อยกว่า ซึ่งจะช่วยพยุงพอร์ตในยามที่หุ้นกลุ่มอื่นๆ ร่วงหนัก

เพิ่มสัดส่วนเงินสดหรือสินทรัพย์ปลอดภัย

  • ในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูง ทั้งจากสงครามการค้า วิกฤตการเมือง หรือโรคระบาด ฯลฯ 
    • การมีเงินสดสำรองหรือสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาล เงินฝาก กองทุนตลาดเงิน ฯลฯ ไว้ในพอร์ตสูงขึ้นก็เป็นทางเลือกที่ดี
    • เงินสดจะช่วยลดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ต และยังเป็น “กระสุน” ให้เราสามารถเข้าซื้อหุ้นได้ในจังหวะที่ตลาดปรับตัวลดลงมาก ๆ 
  • การมีสภาพคล่องสำรองไว้ จะทำให้เรามีแต้มต่อเหนือนักลงทุนที่ขาดเงินลงทุน หรือต้องขายหุ้นออกไปในราคาต่ำเพื่อชดเชยผลขาดทุน

ปรับสัดส่วนการลงทุนระหว่างประเทศ

  • หากเศรษฐกิจไทยชะลอตัว แต่เศรษฐกิจโลกหรือภูมิภาคอื่นๆ ยังเติบโตได้ดี การเพิ่มสัดส่วนหุ้นต่างประเทศหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศในพอร์ตขึ้น จะช่วยโอบอุ้มผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ต บนหลักการกระจายความเสี่ยงไปในตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า
  • ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง แต่เศรษฐกิจโลกอ่อนแอ การนำเงินกลับมาลงทุนในประเทศบ้าง ก็อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพื่อจับจังหวะผลตอบแทนที่ดีกว่าจากเศรษฐกิจในบ้าน

ติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดอย่างใกล้ชิด

  • ภาวะเศรษฐกิจผันผวนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน มีเหตุการณ์สำคัญๆ ที่กระทบต่อตลาดเกิดขึ้นตลอดเวลา นักลงทุนจึงจำเป็นต้องติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดและข่าวสารอย่างใกล้ชิด
  • การศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เราเห็นความเสี่ยงและโอกาสในการลงทุนที่ปรากฏขึ้น สามารถคาดการณ์แนวโน้มและปรับพอร์ตให้ทันต่อเหตุการณ์ ไม่ใช่ปล่อยให้พอร์ตค้างอยู่แบบเดิม และโดนความเปลี่ยนแปลงบีบให้ต้องเจ็บตัว

ยกตัวอย่าง การปรับพอร์ตหุ้น โดยเพิ่มสัดส่วนหุ้น ในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากวัฏจักรเศรษฐกิจ (Cyclical stocks)

  • สมมติว่าเรากำลังจัดพอร์ตการลงทุนในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว โดยมูลค่าพอร์ตรวมอยู่ที่ 1,000,000 บาท เราอาจปรับสัดส่วนการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Cyclical เพิ่มขึ้นจากเดิม 20% เป็น 30% ของพอร์ตรวม
  • หมายความว่า จากเดิมที่เรามีเงินลงทุนในหุ้นกลุ่ม Cyclical อยู่ 200,000 บาท (ร้อยละ 20 ของ 1,000,000) เราจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 300,000 บาท (ร้อยละ 30 ของ 1,000,000)
  • ทั้งนี้เราอาจเลือกลงทุนเพิ่มในหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น บริษัทผลิตเครื่องสำอาง หรือบริษัทจำหน่ายสินค้าแฟชั่น ซึ่งจะได้อานิสงส์จากกำลังซื้อที่สูงขึ้นเมื่อผู้บริโภคมีความมั่นใจมากขึ้นในภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว
  • หรือเราอาจเพิ่มสัดส่วนในหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้าง จาก 10% เป็น 15% ของพอร์ต เพื่อรับอานิสงส์จากความต้องการซื้อบ้านและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มักจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเศรษฐกิจขยายตัว
  • ในทางกลับกัน หากเรามองว่าเศรษฐกิจกำลังชะลอตัว เราอาจลดสัดส่วนหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว เช่น โรงแรม สายการบิน จาก 15% ของพอร์ต เหลือเพียง 5% เพื่อลดความเสี่ยงจากรายได้ที่อาจลดลงหากนักท่องเที่ยวลดการเดินทางท่องเที่ยวลงในช่วงเศรษฐกิจถดถอย
  • การปรับพอร์ตเช่นนี้จะช่วยให้เราได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงขาขึ้น และจำกัดความเสี่ยงในช่วงขาลง โดยเราต้องคอยวิเคราะห์สภาวะเศรษฐกิจและปรับพอร์ตให้สอดคล้องเสมอ เพื่อให้การลงทุนมีประสิทธิภาพสูงสุด

กราฟวงกลมแหวน (Doughnut chart) แสดงการกระจายสัดส่วนพอร์ตการลงทุนที่ปรับตามสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว

  • Cyclical Stocks (30%): ปรับเพิ่มขึ้นจาก 20% เป็น 30% เพื่อให้สอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
  • Luxury Goods (15%): สัดส่วนนี้สะท้อนถึงการลงทุนในหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัว
  • Real Estate & Construction (15%): สัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นเพื่อรับประโยชน์จากการเติบโตของกลุ่มนี้ที่มักจะปรากฏในช่วงเศรษฐกิจขยายตัว
  • Other (40%): รวมถึงหมวดหมู่อื่นๆ ที่ไม่ได้ถูกขยายในการปรับสัดส่วน

ตัวอย่างการวางแผนปรับพอร์ตการลงทุนให้กลับมาอยู่ในสัดส่วนเดิม

  • นักลงทุน A มีแผนลงทุนสำหรับเกษียณอายุในอีก 15 ปีข้างหน้า โดยเลือกลงทุนหลักในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงระดับ 4 – 6 คิดเป็น 80% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมด 
  • ใช้ 20% สำหรับการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง เพื่อสร้างความหลากหลายและความสมดุลในพอร์ต
  • หลังจากลงทุนไป 3 ปี ผลตอบแทนจากกองทุนรวมได้เติบโตอย่างรวดเร็ว 
  • จนทำให้สัดส่วนการลงทุนในกองทุนรวมเพิ่มขึ้นเป็น 90% ของพอร์ตการลงทุน 
  • ส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ลดลงเหลือเพียง 10% ทำให้ความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ
  • เพื่อรักษาสัดส่วนการลงทุนและระดับความเสี่ยงที่ตั้งเป้าหมายไว้ นักลงทุน A จำเป็นต้องทำการปรับพอร์ตการลงทุน ซึ่งหมายถึงการขายส่วนหนึ่งของกองทุนรวมที่มีผลตอบแทนสูงเพื่อลดสัดส่วนลงไปเป็น 80% และใช้เงินที่ได้จากการขายนั้นซื้อตราสารหนี้เพิ่มเติม เพื่อกลับมาถึงสัดส่วนการลงทุนเดิมที่ 20% นี้จะช่วยรักษาระดับความเสี่ยงที่ต้องการและเพิ่มโอกาสในการรักษาผลตอบแทนระยะยาวที่มั่นคง

กราฟด้านบนแสดงถึงการปรับสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุน A ตามระยะเวลาที่ผ่านไป

  • Year 0: คือจุดเริ่มต้นของการลงทุน โดยนักลงทุน A มีสัดส่วนการลงทุนในกองทุนรวม (Equity Funds) 80% และในตราสารหนี้ (Debt Instruments) 20%
  • Year 3: หลังจาก 3 ปีของการลงทุน กองทุนรวมมีผลตอบแทนสูงจนสัดส่วนในพอร์ตเพิ่มขึ้นเป็น 90% ในขณะที่สัดส่วนของตราสารหนี้ลดลงเหลือ 10%
  • After Adjustment: นักลงทุน A ได้ทำการปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อนำสัดส่วนกลับมายังสัดส่วนเดิมที่ตั้งไว้ เป็นกองทุนรวม 80% และตราสารหนี้ 20%

สรุป

การลงทุนในหุ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจผันผวนนั้น แม้จะเต็มไปด้วยความเสี่ยงและความไม่แน่นอน แต่หากนักลงทุนมีการปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับวัฏจักรเศรษฐกิจอย่างเหมาะสม เลือกกระจายความเสี่ยงไปยังหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากภาวะนั้นๆ ป้องกันความเสี่ยงด้วยสินทรัพย์ปลอดภัย พร้อมทั้งเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับเปลี่ยนพอร์ตให้ทันต่อทุกความเปลี่ยนแปลง ก็จะสามารถฝ่าคลื่นลมแห่งความผันผวนนี้ไปได้อย่างปลอดภัย

การลงทุนเปรียบได้กับการเดินทาง ที่แม้จะต้องพบเจอกับอุปสรรคนานัปการ แต่หากเรามีแผนที่ที่ดี มีเข็มทิศคอยนำทาง และมีไหวพริบปรับตัวตามสภาพแวดล้อมเสมอ เราก็จะสามารถเดินทางผ่านทุกอุปสรรคจนไปถึงปลายทางแห่งผลตอบแทนอันงดงามได้อย่างแน่นอน

10 อันดับ หุ้นไทย ที่มีผลตอบแทนดีที่สุดในช่วงเวลา 1 ปีย้อนหลัง

“10 อันดับหุ้นไทย 1 ปีย้อนหลัง 1 เมษายน 2566 – 21 เมษายน 2567 โดยไม่รวม Warrant ไม่รวมหุ้นกระดานต่างประเทศ (F) ไม่รวม Derivative Warrants (DW)”

ROCK บริษัท ร้อกเวิธ จำกัด (มหาชน)

บริษัท ร้อกเวิธ จำกัด (มหาชน) หรือ ROCK เป็นบริษัทในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค หมวดของใช้ในครัวเรือนและสำนักงาน ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน

ข้อมูลราคาหุ้นและมูลค่าตลาด

  • ราคาหุ้นล่าสุด: 14.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท (+16.67%)
  • ช่วงราคา 52 สัปดาห์: 7.40-14.30 บาท
  • มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap): 240.00 ล้านบาท
  • มูลค่ากิจการ (Enterprise Value): 637.05 ล้านบาท

อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ

  • อัตราส่วน EV/EBITDA: 8.66 เท่า
  • อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E): 11.65 เท่า
  • อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV): 0.62 เท่า

ข้อมูลผลประกอบการ

  • EBITDA: 73.57 ล้านบาท

ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว

  • ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว: 200,000,000 บาท (10 บาทต่อหุ้น)
  • จำนวนหุ้นสามัญจดทะเบียนและชำระแล้ว: 20,000,000 หุ้น
  • สิทธิออกเสียง: 1 หุ้นต่อ 1 เสียง

บริษัทไม่มีหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นซื้อคืน ทำให้จำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงเท่ากับจำนวนหุ้นจดทะเบียนชำระแล้วที่ 20,000,000 หุ้น ทั้ง ณ วันที่ 23 เมษายน 2567 และ 31 มีนาคม 2567

วิเคราะห์กราฟ

จากกราฟหุ้น ROCKWORTH PUBLIC COMPANY LIMITED บน TradingView ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ราคาหุ้นได้แสดงการเคลื่อนไหวที่ผันผวน 

  • มีช่วงที่ราคาลดลงอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะมีการฟื้นตัวและเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี 2023 และยังคงเพิ่มขึ้นจนถึงช่วงต้นปี 2024
  • จากช่วงต้นปี 2023 ที่มีราคาหุ้นอยู่ในระดับต่ำราคาเริ่มปีนขึ้นอย่างช้าๆ และต่อเนื่อง ทำให้ช่วงกลางปีเป็นจุดที่เหมาะสมในการซื้อหุ้นเนื่องจากเริ่มมีสัญญาณของการฟื้นตัว
  • ผู้ที่ลงทุนในช่วงนี้และขายหุ้นที่จุดสูงสุดในช่วงต้นปี 2024 จะได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุด

WPH บริษัท โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง จำกัด (มหาชน)

บริษัท โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง จำกัด (มหาชน) หรือ WPH เป็นบริษัทในกลุ่มการบริการด้านการแพทย์ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) โดยประกอบกิจการสถานพยาบาลประเภทที่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน ในลักษณะโรงพยาบาลทั่วไป (General Hospital) ภายใต้ชื่อ “โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง”

ข้อมูลหุ้นและมูลค่าตลาด

  • ราคาหุ้น: 8.10 บาท
  • ช่วงราคา 52 สัปดาห์: 3.31-8.75 บาท
  • มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap): 5,346 ล้านบาท
  • มูลค่ากิจการ (Enterprise Value): 6,775.05 ล้านบาท

อัตราส่วนทางการเงิน

  • P/E: 58.69 เท่า
  • P/BV: 4.00 เท่า
  • EV/EBITDA: 24.78 เท่า

ทุนจดทะเบียน

  • ทุนจดทะเบียน: 330,000,000 บาท (0.50 บาทต่อหุ้น)
  • ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว: 330,000,000 บาท
  • จำนวนหุ้นจดทะเบียนและชำระแล้ว: 660,000,000 หุ้น
  • สิทธิออกเสียง: 1 หุ้นต่อ 1 เสียง

บริษัทไม่มีหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นซื้อคืน จึงมีจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงเท่ากับจำนวนหุ้นจดทะเบียนชำระแล้วที่ 660,000,000 หุ้น ทั้ง ณ วันที่ 23 เมษายน 2567 และ 31 มีนาคม 2567

วิเคราะห์กราฟ

  • กราฟหุ้น WATTANAPAT HOSPITAL TRANG PCL ที่แสดงบน TradingView สะท้อนให้เห็นการเติบโตของราคาหุ้นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา

ERWPF กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เอราวัณ โฮเทล โกรท

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เอราวัณ โฮเทล โกรท (ERWPF) เป็นกองทุนรวมในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง หมวดกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

ลักษณะการลงทุนของกองทุน คือ ลงทุนในกรรมสิทธิ์ (freehold) ของโรงแรมไอบิส ป่าตอง และโรงแรมไอบิส พัทยา ประกอบด้วย ที่ดิน อาคาร งานระบบสาธารณูปโภค เฟอร์นิเจอร์ ทรัพย์สินติดตรึงตรา และอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจการโรงแรม

ข้อมูลหุ้นและมูลค่าตลาด

  • ราคาหน่วยลงทุน: 8.60 บาท
  • ช่วงราคา 52 สัปดาห์: 4.48-8.75 บาท
  • มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap): 1,514.46 ล้านบาท
  • P/BV: 1.01 เท่า

ทุนจดทะเบียน

  • ทุนจดทะเบียน: 1,369,934,730 บาท (7.7793 บาทต่อหน่วย)
  • ทุนจดทะเบียนและชำระแล้ว: 1,369,934,730 บาท
  • จำนวนหน่วยลงทุนจดทะเบียนและชำระแล้ว: 176,100,000 หน่วย
  • สิทธิออกเสียง: 1 หน่วยต่อ 1 เสียง

กองทุนไม่มีข้อมูลของ EV, EBITDA, EV/EBITDA และ P/E เนื่องจากเป็นกองทุนรวม ไม่มีหน่วยลงทุนบุริมสิทธิและหน่วยลงทุนซื้อคืน จึงมีจำนวนหน่วยลงทุนที่มีสิทธิออกเสียงเท่ากับหน่วยจดทะเบียนและชำระแล้วที่ 176,100,000 หน่วย ทั้ง ณ วันที่ 23 เมษายน 2567 และ 31 มีนาคม 2567

วิเคราะห์กราฟ

จากกราฟของ ERAWAN HOTEL GROWTH PROPERTY FUND ที่แสดงบน TradingView ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้

  • การเพิ่มขึ้นอย่างมากของราคา: ราคาหน่วยลงทุนได้เพิ่มขึ้นอย่างมากจากช่วงต้นปี 2023 ถึงกลางปี 2023สร้างระดับราคาที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน
  • หลังจากช่วงการเพิ่มขึ้นของราคาหน่วยลงทุน กราฟแสดงให้เห็นราคาหน่วยลงทุนที่เคลื่อนไหวในช่วงแคบๆ ซึ่งสะท้อนถึงความเสถียรของราคาหลังจากการเติบโตอย่างรวดเร็ว

บริษัท ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ PIN

บริษัท ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ PIN เป็นบริษัทในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ดำเนินธุรกิจหลักในการพัฒนาและบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรม พร้อมระบบสาธารณูปโภค สิ่งอำนวยความสะดวกและพื้นที่พาณิชยกรรม

ข้อมูลราคาหุ้นและมูลค่าตลาด

  • ราคาหุ้นล่าสุด: 6.70 บาท ปรับลดลง 0.10 บาท (-1.47%)
  • ช่วงราคา 52 สัปดาห์: 3.26-8.25 บาท
  • มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap): 7,888 ล้านบาท
  • มูลค่ากิจการ (Enterprise Value): 9,904.14 ล้านบาท

อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ

  • EV/EBITDA: 6.21 เท่า
  • P/E: 5.82 เท่า
  • P/BV: 2.15 เท่า

ข้อมูลผลประกอบการ

  • EBITDA: 1,596.12 ล้านบาท

ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว

  • ทุนจดทะเบียน: 1,160,000,000 บาท (1 บาทต่อหุ้น)
  • ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว: 1,160,000,000 บาท
  • จำนวนหุ้นสามัญจดทะเบียนและชำระแล้ว: 1,160,000,000 หุ้น
  • สิทธิออกเสียง: 1 หุ้นต่อ 1 เสียง

บริษัทไม่มีหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นซื้อคืน จึงมีจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงเท่ากับหุ้นจดทะเบียนชำระแล้วที่ 1,160,000,000 หุ้น ทั้ง ณ 23 เมษายน 2567 และ 31 มีนาคม 2567

วิเคราะห์กราฟ

จากการดูกราฟหุ้น PANTHEON INTERNATIONAL PLC บน TradingView สามารถวิเคราะห์ผลตอบแทนดีที่สุดในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาได้ดังนี้

  • ช่วงเวลาการเพิ่มขึ้น: มีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาหุ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี 2023 จนถึงต้นปี 2024 ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากเทรนด์ที่มีการเคลื่อนไหวขึ้นที่มั่นคง
  • ช่วงที่ราคาหุ้นต่ำที่สุดก่อนที่จะเริ่มมีการเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในต้นปี 2023 จะเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดในการซื้อเข้า
  • ราคาหุ้นมีความเสถียรในช่วงราคาสูงในปี 2024 การขายหุ้นในช่วงที่ราคาสูงสุดนี้จะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด

KAMART บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน)

บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ KAMART เป็นบริษัทในกลุ่มบริการ หมวดพาณิชย์ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) โดยประกอบธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง บำรุงผิวหน้าและผิวกาย อุปกรณ์ความงาม ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม และอื่นๆ

ข้อมูลราคาหุ้นและมูลค่าตลาด

  • ราคาหุ้นล่าสุด: 14.00 บาท ปรับลดลง 0.10 บาท (-0.71%)
  • ช่วงราคา 52 สัปดาห์: 7.85-18.60 บาท
  • มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap): 15,510 ล้านบาท
  • มูลค่ากิจการ (Enterprise Value): 15,677.36 ล้านบาท

อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ

  • EV/EBITDA: 17.95 เท่า
  • P/E: 23.47 เท่า
  • P/BV: 4.79 เท่า

ข้อมูลผลประกอบการ

  • EBITDA: 873.47 ล้านบาท

ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว

  • ทุนจดทะเบียน: 659,999,997.60 บาท (0.60 บาทต่อหุ้น)
  • ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว: 659,999,997.60 บาท
  • จำนวนหุ้นสามัญจดทะเบียนและชำระแล้ว: 1,099,999,996 หุ้น
  • สิทธิออกเสียง: 1 หุ้นต่อ 1 เสียง

บริษัทไม่มีหุ้นบุริมสิทธิและไม่มีหุ้นซื้อคืน จึงมีจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงเท่ากับหุ้นจดทะเบียนชำระแล้วที่ 1,099,999,996 หุ้น ทั้งในวันที่ 23 เมษายน 2567 และ 31 มีนาคม 2567

วิเคราะห์กราฟ

จากการดูกราฟหุ้น KARMARTS PUBLIC COMPANY LIMITED บน TradingView สำหรับการวิเคราะห์ผลตอบแทนในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา

  • ราคาหุ้นเริ่มต้นช่วงเวลานี้ด้วยการเคลื่อนไหวแบบ sideways และมีความผันผวนน้อยในช่วงกลางปี 2023 ก่อนที่จะมีการเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนต่อมา 
  • จุดสูงสุดของราคาหุ้นปรากฏในช่วงปลายปี 2023 ซึ่งทำให้ระยะเวลานี้เป็นช่วงที่เหมาะสมสำหรับการขายหุ้นเพื่อรับผลตอบแทนที่ดีที่สุด
  • หลังจากจุดสูงสุดนั้นราคาหุ้นก็ได้ประสบกับการถดถอยลงอย่างรวดเร็วและมีความผันผวนสูง สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนในตลาดหรืออาจมีปัจจัยเฉพาะตัวที่ส่งผลต่อบริษัท
  • หลังจากนั้นราคาหุ้นก็มีความผันผวนในช่วงที่แคบลงเมื่อเทียบกับการเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้

MALEE บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE เป็นบริษัทในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร หมวดอาหารและเครื่องดื่ม ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ประกอบธุรกิจเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม

ข้อมูลราคาหุ้นและมูลค่าตลาด

  • ราคาหุ้นล่าสุด: 11.60 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท (+0.87%)
  • ช่วงราคา 52 สัปดาห์: 6.15-15.00 บาท
  • มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap): 6,275.91 ล้านบาท
  • มูลค่ากิจการ (Enterprise Value): 9,445.60 ล้านบาท

อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ

  • EV/EBITDA: 20.06 เท่า
  • P/E: 78.32 เท่า
  • P/BV: 3.08 เท่า

ข้อมูลผลประกอบการ

  • EBITDA: 470.82 ล้านบาท

ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว

  • ทุนจดทะเบียน: 276,000,000 บาท
  • ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว: 272,865,637.50 บาท (0.50 บาทต่อหุ้น)
  • จำนวนหุ้นสามัญจดทะเบียนและชำระแล้ว: 545,731,275 หุ้น
  • สิทธิออกเสียง: 1 หุ้นต่อ 1 เสียง

บริษัทไม่มีหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นซื้อคืน จึงมีจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงเท่ากับจำนวนหุ้นสามัญจดทะเบียนชำระแล้วที่ 545,731,275 หุ้น ทั้งในวันที่ 23 เมษายน 2567 และ 31 มีนาคม 2567

วิเคราะห์กราฟ

กราฟหุ้น MALEE GROUP PCL ที่แสดงอยู่บน TradingView แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในช่วงหนึ่งปีย้อนหลัง

  • ราคาหุ้นมีการเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ และต่อเนื่องจากช่วงต้นปี 2023 ถึงปลายปี
  • ช่วงเวลาที่มีการเพิ่มขึ้นของราคานี้บ่งบอกถึงโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่ดีสำหรับผู้ที่ลงทุนในช่วงต้นของเทรนด์ขาขึ้น
  • สามารถสังเกตเห็นจุดสูงสุดของราคาหุ้นในช่วงต้นปี 2024 ซึ่งมีการเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า
  • หลังจากจุดสูงสุดนั้นราคาหุ้นได้รับการปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งบ่งบอกถึงการรับข่าวหรือเหตุการณ์ที่ไม่ดีที่ส่งผลต่อการประเมินมูลค่าของบริษัท

SAPPE บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน)

บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE เป็นบริษัทในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร หมวดอาหารและเครื่องดื่ม ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และอยู่ในดัชนี SET100, SET100FF, SETESG และ SETWB

ข้อมูลราคาหุ้นและมูลค่าตลาด

  • ราคาหุ้นล่าสุด: 92.75 บาท เพิ่มขึ้น 2.25 บาท (+2.49%)
  • ช่วงราคา 52 สัปดาห์: 58.00-100.00 บาท
  • มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap): 27,900.16 ล้านบาท
  • มูลค่ากิจการ (Enterprise Value): 29,208.69 ล้านบาท

อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ

  • อัตราส่วน EV/EBITDA: 19.40 เท่า
  • อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E): 25.97 เท่า
  • อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV): 7.31 เท่า

ข้อมูลผลประกอบการ

  • EBITDA: 1,505.93 ล้านบาท

ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว

  • ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว: 308,289,080 บาท (1 บาทต่อหุ้น)
  • จำนวนหุ้นสามัญจดทะเบียนและชำระแล้ว: 308,289,080 หุ้น
  • สิทธิออกเสียง: 1 หุ้นต่อ 1 เสียง

บริษัทไม่มีหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นซื้อคืน ทำให้จำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงเท่ากับหุ้นจดทะเบียนและชำระแล้วที่ 308,289,080 หุ้น ทั้งในวันที่ 23 เมษายน 2567 และ 31 มีนาคม 2567

วิเคราะห์กราฟ

จากกราฟหุ้น SAPPE PUBLIC COMPANY LIMITED ที่แสดงบน TradingView สามารถสังเกตเห็นแนวโน้มราคาหุ้นในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาได้ดังนี้

  • ราคาหุ้นมีการเพิ่มขึ้นที่ค่อนข้างชัดเจนตั้งแต่ต้นปี 2023 ไปจนถึงกลางปี 2023 โดยมีการเคลื่อนไหวอย่างมั่นคงและมีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นขั้นบันได

ICC บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน

บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ ICC เป็นบริษัทในกลุ่มบริการ หมวดพาณิชย์ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ประกอบธุรกิจจำหน่ายสินค้าแฟชั่นทั้งในและต่างประเทศ ครอบคลุมเครื่องสำอางและน้ำหอม ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและผิวพรรณ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มครบวงจร ผลิตภัณฑ์ซักล้างและบำรุงรักษา ตลอดจนสินค้าแฟชั่นเครื่องหนังต่างๆ

ข้อมูลราคาหุ้นและมูลค่าตลาด

  • ราคาหุ้นล่าสุด: 52.00 บาท
  • ช่วงราคา 52 สัปดาห์: 33.00-54.25 บาท
  • มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap): 15,112.95 ล้านบาท
  • มูลค่ากิจการ (Enterprise Value): 19,848.76 ล้านบาท

อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ

  • อัตราส่วน EV/EBITDA: 13.14 เท่า
  • อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E): 16.90 เท่า
  • อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี (P/BV): 0.52 เท่า

ข้อมูลผลประกอบการ

  • EBITDA: 1,511.09 ล้านบาท

ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว

  • ทุนจดทะเบียน: 365,000,000 บาท
  • ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว: 290,633,730 บาท (1 บาทต่อหุ้น)
  • จำนวนหุ้นสามัญจดทะเบียนและชำระแล้ว: 290,633,730 หุ้น
  • สิทธิออกเสียง: 1 หุ้นต่อ 1 เสียง

บริษัทไม่มีหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นซื้อคืน ทำให้จำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงเท่ากับจำนวนหุ้นจดทะเบียนชำระแล้วที่ 290,633,730 หุ้น ทั้ง ณ วันที่ 23 เมษายน 2567 และ 31 มีนาคม 2567

วิเคราะห์กราฟ

กราฟหุ้น ICC INTERNATIONAL บน TradingView แสดงราคาหุ้นที่มีการเคลื่อนไหวอย่างเด่นชัดในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา

  • ราคาหุ้นมีแนวโน้มขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2023 และปรากฏจุดสูงสุดในช่วงปลายปี 2023 หรือต้นปี 2024
  • จากช่วงต้นปี 2023 ราคาหุ้นเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง ส่งสัญญาณถึงการเติบโตและความน่าสนใจในบริษัท
  • ผู้ที่ซื้อหุ้นในช่วงเริ่มต้นของเทรนด์นี้และทำการขายหุ้นในช่วงที่ราคาสูงสุดใกล้จุดสิ้นสุดของกราฟจะได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุด

SAMART บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAMART เป็นบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยี หมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยดำเนินธุรกิจ 3 สายหลัก ได้แก่ สายธุรกิจ Digital ICT Solution สายธุรกิจ Digital Communications และสายธุรกิจ Utilities and Transportations

ข้อมูลราคาหุ้นและมูลค่าตลาด

  • ราคาหุ้นล่าสุด: 6.15 บาท ไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อนหน้า
  • ช่วงราคา 52 สัปดาห์: 3.78-7.10 บาท
  • มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap): 6,190 ล้านบาท
  • มูลค่ากิจการ (Enterprise Value): 17,989.93 ล้านบาท

อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ

  • อัตราส่วน EV/EBITDA: 18.20 เท่า
  • อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV): 1.28 เท่า

ข้อมูลผลประกอบการ

  • EBITDA: 988.21 ล้านบาท

ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว

  • ทุนจดทะเบียน: 1,174,254,794 บาท
  • ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว: 1,006,504,143 บาท (1 บาทต่อหุ้น)
  • จำนวนหุ้นสามัญจดทะเบียนและชำระแล้ว: 1,006,504,143 หุ้น
  • สิทธิออกเสียง: 1 หุ้นต่อ 1 เสียง

บริษัทไม่มีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) เนื่องจากมีผลประกอบการขาดทุน และไม่มีหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นซื้อคืน ทำให้จำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงเท่ากับจำนวนหุ้นจดทะเบียนชำระแล้วที่ 1,006,504,143 หุ้น ทั้ง ณ วันที่ 23 เมษายน 2567 และ 31 มีนาคม 2567

วิเคราะห์กราฟ

จากการดูกราฟของ SAMART CORP บน TradingView ช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่มีความผันผวนอยู่พอสมควร

  • ราคาหุ้นจะมีช่วงที่ลดลงตั้งแต่ต้นปี 2023 แต่เริ่มมีการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงกลางปี 2023 และทำให้ผลตอบแทนสูงสุดอยู่ที่ช่วงปลายปี 2023 ถึงต้นปี 2024
  • เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดจากการลงทุน ผู้ลงทุนควรจะซื้อหุ้นในช่วงที่ราคาอยู่ในระดับต่ำก่อนที่จะมีการเพิ่มขึ้น และขายหุ้นในช่วงที่ราคาเข้าใกล้หรือที่จุดสูงสุด
  • จากกราฟช่วงที่เหมาะสมสำหรับการซื้ออาจจะเป็นช่วงกลางปี 2023 และการขายควรทำในช่วงที่ราคาเข้าใกล้จุดสูงสุดที่ปรากฏในช่วงปลายปี 2023 หรือต้นปี 2024

บริษัท นิวซิตี้ (กรุงเทพฯ) จำกัด (มหาชน) หรือ NC

บริษัท นิวซิตี้ (กรุงเทพฯ) จำกัด (มหาชน) หรือ NC เป็นบริษัทในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและแฟชั่น ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าเครื่องนุ่งห่มและเครื่องสำอาง ทั้งในรูปแบบขายส่งและขายปลีก โดยเป็นบริษัทในเครือของสหพัฒน์พิบูล

ข้อมูลหุ้นและมูลค่าตลาด

  • ราคาหุ้น: 3.50 บาท
  • ช่วงราคา 52 สัปดาห์: 1.20-13.60 บาท
  • มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap): 523.29 ล้านบาท
  • มูลค่ากิจการ (Enterprise Value): 823.47 ล้านบาท

อัตราส่วนทางการเงิน

  • P/E: 25.21 เท่า
  • P/BV: 1.11 เท่า
  • EV/EBITDA: 24.84 เท่า

ทุนจดทะเบียน

  • ทุนจดทะเบียน: 149,510,000 บาท (1 บาทต่อหุ้น)
  • ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว: 149,510,000 บาท
  • จำนวนหุ้นจดทะเบียนและชำระแล้ว: 149,510,000 หุ้น
  • สิทธิออกเสียง: 1 หุ้นต่อ 1 เสียง

บริษัทไม่มีหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นซื้อคืน จึงมีจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงเท่ากับจำนวนหุ้นจดทะเบียนชำระแล้วที่ 149,510,000 หุ้น ทั้ง ณ วันที่ 23 เมษายน 2567 และ 31 มีนาคม 2567

วิเคราะห์กราฟ

จากกราฟหุ้นของ NEW CITY (BANGKOK) CO. ที่แสดงบน TradingView 

  • ช่วงเวลาที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาน่าจะเป็นระหว่างเดือนเมษายน 2023 ที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วและสูงมาก 
  • หลังจากนั้นราคาหุ้นก็ค่อยๆ ลดลงมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

แหล่งอ้างอิง

  • https://www.set.or.th/th/home
  • https://th.tradingview.com/

แนวโน้มตลาดหุ้นในปี 2024 : มุมมองและการวิเคราะห์

แนวโน้มการคาดการณ์ทิศทางและการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในปี 2567 (ค.ศ. 2024) โดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลและปัจจัยต่างๆ ทั้งในเชิงมหภาค (Macro) และจุลภาค (Micro) ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น เช่น

  • ปัจจัยทางเศรษฐกิจ:GDP, เงินเฟ้อ, อัตราดอกเบี้ย, อัตราการว่างงาน, ดุลการค้า, ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เป็นต้น ซึ่งสะท้อนภาพรวมของเศรษฐกิจและมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนและกำไรของบริษัท
  • ปัจจัยทางการเมืองและนโยบาย: ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น สงครามการค้า, การเลือกตั้ง, ความไม่สงบทางการเมือง, นโยบายการเงินและการคลัง ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการคาดการณ์ทิศทางเศรษฐกิจ
  • สถานการณ์วิกฤตและความไม่แน่นอน: เช่น สงคราม, ภัยธรรมชาติ, การแพร่ระบาดของโรค ซึ่งสร้างความผันผวนและความเสี่ยงให้กับตลาดหุ้น
  • ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน: กำไร, ยอดขาย, ส่วนแบ่งตลาด, ความสามารถในการแข่งขัน, ปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจ เป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญของมูลค่าหุ้นและราคาตลาด
  • ความเชื่อมั่นและพฤติกรรมนักลงทุน: การคาดการณ์ของนักวิเคราะห์และบรรยากาศการลงทุนในตลาดสามารถสร้างแรงซื้อหรือแรงขายและผลักดันให้ตลาดเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง

การคาดการณ์ตลาดหุ้นมักมีความไม่แน่นอนและคลาดเคลื่อนได้เสมอ ดังนั้น นักลงทุนจึงควรติดตามข่าวสารและปรับมุมมองอยู่เสมอ พร้อมทั้งกระจายความเสี่ยงและลงทุนอย่างมีวินัย ไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ และไม่ลงทุนด้วยเงินที่เกินตัว แม้จะมีมุมมองที่ดีต่อตลาดหุ้นในระยะยาวก็ตาม

แนวโน้มทิศทางเศรษฐกิจโลก ปี 2024

ทิศทางเศรษฐกิจและสงครามการค้ายังไม่มีทิศทางที่ดีขึ้น ตลาดหุ้นโลกอาจยังคงมีความผันผวนสูงและให้ผลตอบแทนต่ำ

มีปัจจัยบวกที่อาจหนุนตลาดหุ้นโลก ได้แก่

  • การคลายความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ: หากอัตราเงินเฟ้อเริ่มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องและเป็นไปตามที่ตลาดคาดหวัง ธนาคารกลางหลายแห่งอาจผ่อนคลายการปรับขึ้นดอกเบี้ยหรือเริ่มปรับลดดอกเบี้ยลง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้น
  • ตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกว่าคาด: หากข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ เช่น GDP, การจ้างงาน, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ออกมาดีเกินคาด โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและหนุนตลาดหุ้น
  • สงครามรัสเซีย-ยูเครนคลี่คลายลง: หากความตึงเครียดในภูมิภาคยุโรปผ่อนคลายลง และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะพลังงานลดลง จะช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อและหนุนความเชื่อมั่นในการลงทุน
  • ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง: ถ้าบริษัทจดทะเบียนสามารถรักษาอัตรากำไรและสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้ดีท่ามกลางภาวะท้าทาย ก็จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดหุ้นและหนุนการปรับตัวขึ้น

แนวโน้มตลาดหุ้น ในทิศทางเศรษฐกิจไทย ปี 2024

แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในปี 2567 มีแนวโน้มที่ดีขึ้นกว่าปี 2566 โดยคาดว่าจะเกิด Cyclical Bottom เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เริ่มกลับมาผ่อนคลายนโยบายการเงิน (Fed Pivot) และกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น

ปัจจัยหนุนที่สำคัญ ได้แก่

  • เศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น การลดราคาพลังงาน, มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ/หนี้สินเกษตรกร, การยกเว้นวีซ่าท่องเที่ยว, มาตรการ Digital Wallet และ e-Refund
  • การลดภาษีให้กับนักลงทุนใน TESG (Total Environmental, Social and Governance), มาตรการส่งเสริม EV, มาตรการตรึงหนี้ครัวเรือน และมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งคาดว่าจะเห็นผลกระทบเชิงบวกอย่างเต็มที่ในปี 2567
  • คะแนนเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้น และข้อมูลสถิติในอดีตของ SET Index ที่มักจะให้ผลตอบแทนเชิงบวกหลังปีที่ให้ผลตอบแทนติดลบ ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่

  • ตลาดมีการคาดหวังว่าเฟดจะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2567 จากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว หรือเมื่อเกิดปัญหาในระบบการเงิน โดยมีโอกาสถึง 80% ที่จะเกิดภาวะ Hard Landing ในรอบวัฏจักรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 15 ครั้งที่ผ่านมา
  • ความเสี่ยงที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนในปี 2567 จะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ จากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว, การบริโภคที่อ่อนแอ, จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวช้า และความล้มเหลวของรัฐบาลในการผลักดันนโยบายต่างๆ
  • ความไม่แน่นอนทางการเมืองในไทย ที่อาจจะทวีความร้อนแรงมากขึ้น หากรัฐบาลไม่สามารถผลักดันนโยบายสำคัญ เช่น Digital Wallet ได้ หรือหากมีการต่อรองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ภายหลังจากที่วาระของวุฒิสมาชิกจะสิ้นสุดลงในวันที่ 11 พฤษภาคม 2567
  • ภาวะการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนในการกู้ยืมของบริษัทเพิ่มสูงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงในการ Rollover หนี้ และอาจทำให้แผนการระดมทุนผ่านตลาดหุ้น (IPO) ถูกเลื่อนออกไป
  • ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ความไม่แน่นอนในต่างประเทศ (Event Risks) ที่อาจส่งผลเชิงลบ เช่น การเลือกตั้งในหลายประเทศ, ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-จีน, รัสเซีย-ยูเครน และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เป็นต้น

“ด้านแนวโน้มการเคลื่อนไหวของ SET Index พบว่าในปี 2566 ดัชนีให้ผลตอบแทนต่ำกว่าดัชนี MSCI All-Country World Index (MSCI ACWI) ถึง 25% จากแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ค่อนข้างอ่อนแอ”

  • นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองบวกต่อตลาดหุ้นไทยในปี 2567 จากปัจจัยบวกที่กล่าวถึงข้างต้น และราคาหุ้นไทยที่ปรับตัวลงมาค่อนข้างมากแล้ว โดยมีเป้าหมาย SET Index ที่ 1,470 จุด ณ สิ้นปี 2567 
  • ส่วนรายชื่อหุ้นที่แนะนำให้ลงทุนในปีนี้ ได้แก่ BCH, GPSC, ADVANC, TIDLOR, CPALL, GLOBAL, MAJOR, ITC, CPN, AMATA, CK และ TOP

สำหรับทิศทางเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปี 2567 (2024) รวมถึงอุตสาหกรรมที่น่าสนใจในตลาดหุ้นไทยปีนี้ ข้อมูลที่ให้มายังไม่มีรายละเอียดเพียงพอที่จะนำมาสรุปและวิเคราะห์ได้อย่างชัดเจน 

  • จากบริบทของข้อมูลที่กล่าวถึงแนวโน้มตลาดหุ้นไทยและปัจจัยต่างๆ คาดว่าเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกในปี 2567 น่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นกว่าปี 2566 จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ 
  • ส่วนอุตสาหกรรมที่น่าจะได้รับประโยชน์และมีแนวโน้มดีในปีนี้ อาจเป็นกลุ่มพลังงานทดแทน, เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, บริการทางการเงิน, ค้าปลีก, สื่อและบันเทิง, อสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม เป็นต้น

อุตสาหกรรมที่น่าสนใจในตลาดหุ้น ปี 2024

  • กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (Luxury Goods) – เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อจะกลับมาใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือยที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ เช่น แบรนด์แฟชั่น, เครื่องประดับ, นาฬิกา ฯลฯ ทำให้หุ้นในกลุ่มนี้มีแนวโน้มเติบโตได้ดี 
  • กลุ่มการแพทย์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ (Healthcare & MedTech) – ได้รับความสนใจอย่างมากช่วงหลังการแพร่ระบาด ทั้งบริษัทยา อุปกรณ์การแพทย์ การวิจัยพัฒนา รวมถึงการให้บริการสุขภาพผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งคาดว่าจะเติบโตได้ดีจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นและการปรับตัวของผู้บริโภค 
  • กลุ่มพลังงานทางเลือกและพลังงานสะอาด (Renewable & Clean Energy) – เทรนด์ที่ได้รับความสนใจทั่วโลก ทั้งเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล รถยนต์ไฟฟ้า ฯลฯ หุ้นในกลุ่มนี้มีโอกาสเติบโตในระยะยาวจากกระแสความยั่งยืนและการปรับตัวของผู้บริโภครวมถึงภาครัฐ 
  • บริษัทที่มีการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง (Growth Stock) – อาจเป็นบริษัทขนาดกลางที่มีแนวโน้มเติบโตสูงต่อเนื่องทั้งรายได้และกำไร มีความสามารถในการแข่งขัน ปรับตัวได้ดีท่ามกลางความท้าทายต่างๆ หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีโอกาสก้าวกระโดด 
  • กลุ่มโลจิสติกส์และคลังสินค้า – ได้อานิสงส์จาก E-Commerce ที่เติบโตแรงต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการด้านขนส่ง, คลังสินค้า, ระบบห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มสูงขึ้น บริษัทที่เป็นผู้นำอุตสาหกรรมจึงมีโอกาสเติบโตได้ดี 
  • กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม – จากเทรนด์สุขภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารแปรรูป รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น จึงเป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจ โดยเฉพาะบริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ 
  • กลุ่มเทคโนโลยี – การพัฒนาเทคโนโลยีก้าวกระโดดทุกวงการ ทั้งในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), คลาวด์คอมพิวติ้ง, Big Data, IoT ฯลฯ เป็นอีกกลุ่มที่น่าจับตา มีโอกาสเติบโตสูง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน 
  • บริษัทที่ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาวะสังคมสูงวัย เช่น ธุรกิจที่พักอาศัย การท่องเที่ยว บริการสำหรับผู้สูงอายุ ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์หรือสุขภาพ เป็นต้น เพราะแนวโน้มสังคมสูงอายุที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 
  • กลุ่มการศึกษา – ยังคงมีการปรับตัวต่อเทคโนโลยีเช่น EdTech, Online Course หรือระบบผสมผสานระหว่างห้องเรียนกับทางไกล รวมถึงบริษัทที่ให้บริการสื่อการศึกษาหรือที่เกี่ยวเนื่องกับการเรียนรู้ตลอดชีพ 
  • REIT หรือกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ – เป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง มีสินทรัพย์อ้างอิงชัดเจนและจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ โดยเฉพาะ REIT ที่ลงทุนในอาคารสำนักงาน คลังสินค้า ศูนย์ข้อมูล หรือที่พักอาศัยในทำเลศักยภาพ

10 อันดับ กลุ่มหุ้นที่น่าสนใจปี 2024

10 กลุ่มหุ้นที่น่าสนใจมีอะไรบ้าง?

ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผันเช่นนี้ การมองหาโอกาสการลงทุนในหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตสดใส ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม สำหรับปี 2024 นี้ มีกลุ่มหุ้นที่น่าจับตามองและได้รับความสนใจเป็นพิเศษถึง 10 กลุ่มด้วยกัน ซึ่งแต่ละกลุ่มล้วนมีเสน่ห์และโอกาสทองที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้

1.หุ้นเทคโนโลยี AI จากการมาของเทคโนโลยี AI

ข้อดีของการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี AI ในปี 2024

  • เทคโนโลยี AI กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในอนาคต ทั้งในแง่ของการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ และมูลค่าตลาดโดยรวม
  • ด้วยศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้ความต้องการในเทคโนโลยี AI เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากหลากหลายอุตสาหกรรม
  • บริษัทที่สามารถพัฒนาและใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งในการนำเสนอสินค้าและบริการที่ดีกว่า ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุดมากขึ้น และสร้างความภักดีในแบรนด์ในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลดีต่อผลประกอบการและราคาหุ้นในตลาด
  • การลงทุนในหุ้น AI ถือเป็นการลงทุนในอนาคต ที่มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว เพราะบริษัทเหล่านี้มีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับการขยายตัวของอุตสาหกรรม AI โดยรวม 

ข้อเสียและความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้น AI ปี 2024

  • ตลาด AI ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ดึงดูดให้ผู้เล่นทั้งรายเก่าและรายใหม่เข้ามาในตลาดเป็นจำนวนมาก ทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น
  • เทคโนโลยี AI ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น และมีประเด็นที่ต้องพิจารณาในแง่ของจริยธรรม ความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัว มีความไม่แน่นอนในเรื่องกฎระเบียบที่จะออกมาควบคุมอุตสาหกรรมนี้ในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเม็ดเงินลงทุน รายได้ และความสามารถในการทำกำไรของบริษัทใน sector นี้ได้
  • การนำ AI ไปใช้ในบางอุตสาหกรรม เช่น สุขภาพ การเงิน หรือยานยนต์ ยังอยู่ในขั้นทดลอง และมีความเสี่ยงที่อาจเกิดความผิดพลาดหรือสร้างความเสียหายขึ้นได้ 
  • หากมีกรณีร้ายแรงที่เกิดขึ้นจากผลิตภัณฑ์ AI อาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความไม่มั่นใจ และฉุดรั้งการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องโดยตรง

โอกาสในการเติบโตและผลตอบแทนที่น่าสนใจ

ในภาพรวมแล้ว อุตสาหกรรม AI มีแนวโน้มเติบโตสูงมากในระยะข้างหน้า โดยบริษัทวิจัยหลายแห่งประเมินว่า ตลาด AI จะขยายตัวเฉลี่ยถึง 30-40% ต่อปี จนมีมูลค่ารวมแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ซึ่งการเติบโตนี้จะมาจากการประยุกต์ใช้ AI ในอุตสาหกรรมที่หลากหลายมากขึ้น

  • โดยบริษัทจดทะเบียนไทยที่มีความพร้อมในการรุกตลาด AI เช่น ADVANC, INTUCH, TRUE น่าจะมีโอกาสได้ประโยชน์จากเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นตลาดที่มีประชากรจำนวนมาก และมีการใช้อินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนสูง ซึ่งเหมาะแก่การนำ AI มาประยุกต์ใช้ในรูปแบบต่างๆ เช่น บริการทางการเงิน e-commerce, บันเทิง หรือการดูแลสุขภาพ
  • หากเลือกลงทุนในหุ้น AI ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง มีความได้เปรียบในการแข่งขัน และมีแผนธุรกิจที่สอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรม จึงน่าจะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาด หรืออาจสูงถึง 15-20% ต่อปีในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า แต่ก็ต้องยอมรับความผันผวนระหว่างทางที่อาจเกิดขึ้นเป็นระยะๆ

2.หุ้นกลุ่มยานต์ยนต์ รถไฟฟ้า

ความน่าสนใจของหุ้นกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าในปี 2024

  • อยู่ในช่วงขาขึ้นของวัฏจักรอุตสาหกรรม ได้แรงหนุนจากกระแสรักษ์โลกและนโยบายภาครัฐทั่วโลก
  • มีโอกาสได้ประโยชน์จากเม็ดเงินลงทุนมหาศาลตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงผู้ประกอบยานยนต์ไฟฟ้า

ข้อดีของการลงทุนในหุ้นกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า

  • มีศักยภาพเติบโตสูงจากหลายปัจจัยในระดับโลก เช่น กระแสรักษ์โลก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
  • หุ้นไทยหลายตัวมีแผนลุยธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า เช่น EA, GPSC, SAT, STANLY ซึ่งพร้อมรับอานิสงส์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้

ข้อเสียและความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า

  • ยังเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่มีความไม่แน่นอนสูง ทั้งในแง่การแข่งขัน ข้อจำกัดของเทคโนโลยี ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และนโยบายของภาครัฐ
  • ต้นทุนแบตเตอรี่ที่ยังสูงอาจเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตในระยะสั้นถึงกลาง

โอกาสการเติบโตและผลตอบแทนที่น่าสนใจ

  • ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะช่วยแก้ไขข้อจำกัดต่างๆ ได้ดีขึ้นในอนาคต เช่น ปัญหาระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ, ความหนาแน่นของสถานีชาร์จ เป็นต้น
  • หากการเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้น่าจะให้ผลตอบแทนที่ดี โดยเฉพาะบริษัทชั้นนำอาจให้ผลตอบแทนถึง 15-20% ต่อปีในทศวรรษหน้า

3.หุ้นกลุ่มพลังงานทดแทน โซล่า

ความน่าสนใจของหุ้นกลุ่มพลังงานทดแทน โดยเฉพาะโซลาร์ในปี 2024

  • ได้รับแรงหนุนจากกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและตระหนักถึงปัญหาโลกร้อน ซึ่งผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง
  • ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ลดลงอย่างมากจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์สามารถแข่งขันได้กับแหล่งพลังงานดั้งเดิม
  • รัฐบาลในประเทศต่างๆ มีนโยบายสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น มาตรการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป สิทธิประโยชน์ทางภาษี เป็นต้น ซึ่งจะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนได้เร็วขึ้น

ข้อดีของการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานแสงอาทิตย์

  • เป็นธุรกิจที่มีเสถียรภาพของรายได้ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ จะมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวจากภาครัฐที่รับประกันความมั่นคงของกระแสเงินสด
  • ความนิยมในการผลิตไฟฟ้าใช้เองด้วยระบบโซลาร์รูฟท็อปที่เพิ่มมากขึ้น

ข้อเสียและความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานแสงอาทิตย์

  • เป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงในช่วงแรก และอาจมีความเสี่ยงในการจัดหาแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุนด้วยต้นทุนต่ำ
  • ยังมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐในการสนับสนุนพลังงานแสงอาทิตย์ โดยเฉพาะระบบ Adder หรือ FiT ที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขได้ในอนาคต ซึ่งจะกระทบต่อผลตอบแทนโครงการ

โอกาสการเติบโตและผลตอบแทนจากการลงทุน

  • ตลาดพลังงานแสงอาทิตย์มีแนวโน้มขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ตามเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนของประเทศต่างๆ และการลดลงของต้นทุนเทคโนโลยี คาดว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยจะอยู่ที่ 15-20% ต่อปีในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า
  • ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีความได้เปรียบจากการประหยัดต่อขนาด มีเทคโนโลยีและบุคลากรเป็นของตัวเอง และมีความสามารถในการระดมทุนที่ดีกว่า จะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์มากที่สุด และมีโอกาสให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาด

4.หุ้นกลุ่มเกษตร เนื่องจากโลกร้อน

ความน่าสนใจของหุ้นกลุ่มเกษตรจากปัญหาโลกร้อนในปี 2024

  • ภาวะโลกร้อนทำให้สภาพอากาศแปรปรวน ส่งผลให้ปริมาณและคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรมีความไม่แน่นอนมากขึ้น ซึ่งอาจผลักดันให้ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้นจากอุปทานที่ลดลง

ข้อดีของการลงทุนในหุ้นกลุ่มเกษตร

  • การลงทุนในธุรกิจการเกษตรเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดี เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรมักเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงทุนโดยรวมได้
  • ผลตอบแทนจากหุ้นเกษตรมีแนวโน้มสูงในระยะกลางถึงยาว หากราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้นตามการคาดการณ์ โดยผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือบริษัทที่มีธุรกิจครบวงจร ตั้งแต่การปลูก แปรรูป และส่งออก
  • หุ้นในกลุ่มนี้มักมีความผันผวนต่ำกว่าตลาดโดยรวม เนื่องจากเป็นสินค้าจำเป็นที่มีความต้องการค่อนข้างคงที่ในระยะยาว ซึ่งเหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย

ข้อเสียและความเสี่ยงในการลงทุนหุ้นกลุ่มเกษตร

  • ธุรกิจการเกษตรมีความเสี่ยงจากสภาพอากาศและภัยธรรมชาติค่อนข้างมาก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิต อาจทำให้รายได้และกำไรของบริษัทผันผวนตามไปด้วย
  • เทคโนโลยีการเกษตรมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บริษัทที่ปรับตัวตามไม่ทันอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันได้

โอกาสการเติบโตและผลตอบแทนจากการลงทุน

  • ธุรกิจการเกษตรมีโอกาสในการขยายตัวทั้งในแง่ของอุปสงค์และอุปทาน ตามการเพิ่มขึ้นของประชากรและความต้องการบริโภคที่ขยายตัวทั่วโลก
  • อัตราการเติบโตของธุรกิจมักจะไม่สูงมากนัก โดยเฉลี่ยน่าจะอยู่ที่ 5-10% ต่อปี ตามขีดจำกัดของพื้นที่เพาะปลูกและผลผลิตต่อไร่ที่เพิ่มขึ้นได้อย่างจำกัด
  • หุ้นไทยที่น่าสนใจ เช่น CPF ซึ่งมีธุรกิจครบวงจรในการผลิตอาหาร GFPT ที่เป็นผู้ผลิตไก่รายใหญ่ของไทย หรือ STA, UVAN ที่เป็นผู้ผลิตยางพาราและน้ำมันปาล์มซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทย

5.หุ้นกลุ่มเครื่องเย็น เครื่องทำความเย็น

ข้อดีของหุ้นกลุ่มเครื่องเย็นและเครื่องทำความเย็น

  • เป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน มีความต้องการใช้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนอย่างไทย ทำให้ธุรกิจมีความมั่นคงและสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ
  • ตลาดมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามการขยายตัวของที่อยู่อาศัยและการเพิ่มขึ้นของรายได้ต่อหัวประชากร ส่งผลให้ความต้องการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น
  • บริษัทผู้ผลิตส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคคุ้นเคยและเชื่อถือ มีเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง ทำให้มีความได้เปรียบในการแข่งขัน

ข้อเสียของหุ้นกลุ่มเครื่องเย็นและเครื่องทำความเย็น

  • การแข่งขันในอุตสาหกรรมค่อนข้างรุนแรง ทั้งจากแบรนด์ในประเทศและแบรนด์ต่างชาติ อาจส่งผลให้อัตรากำไรของบริษัทลดลงได้ในบางช่วง
  • ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและกำไรของบริษัท เนื่องจากวัตถุดิบหลายชนิดต้องพึ่งพาการนำเข้า
  • การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคและกระแสรักษ์โลก อาจทำให้ความต้องการเครื่องทำความเย็นบางประเภทลดลง หากไม่สามารถปรับตัวได้ทัน เช่น ตู้เย็นขนาดใหญ่อาจได้รับความนิยมน้อยลงในครอบครัวขนาดเล็ก

โอกาสการเติบโตและผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ

  • กลุ่มหุ้นเครื่องเย็นและเครื่องทำความเย็นน่าจะให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอจากเงินปันผล เนื่องจากมีกระแสเงินสดที่แน่นอนและมีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูง
  • โอกาสในการสร้างผลกำไรจากการซื้อขายหุ้น (capital gain) อาจมีจำกัด เนื่องจากเป็นกลุ่มหุ้นที่มีอัตราการเติบโตไม่สูงมากนัก

6.หุ้นกลุ่มโภคภัณฑ์ (น้ำมัน ทองคำ จากความกังวลเรื่องความขัดแย้งในโลก)

ความน่าสนใจของหุ้นกลุ่มโภคภัณฑ์ (น้ำมัน ทองคำ) จากการวิเคราะห์ข้อมูลปี 2024

  • ความขัดแย้งในโลกที่ยืดเยื้อ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันและทองคำปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่นักลงทุนนิยมในยามวิกฤต
  • นโยบายการเงินผ่อนคลายของธนาคารกลางหลายแห่ง และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ
  • แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกหลังวิกฤตโควิด-19 และการกลับมาเปิดประเทศของจีน อาจช่วยหนุนความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมพลังงาน

ข้อดี

  • หุ้นกลุ่มโภคภัณฑ์มีโอกาสให้ผลตอบแทนที่ดี หากราคาน้ำมันและทองคำปรับตัวสูงขึ้นตามคาด
  • ช่วยกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน เนื่องจากมักมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงข้ามกับสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ เช่น หุ้น
  • เป็นการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ โดยเฉพาะการลงทุนในทองคำ

ข้อเสีย

  • ราคาหุ้นกลุ่มโภคภัณฑ์มีความผันผวนสูง ขึ้นอยู่กับปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนในตลาดโลก ซึ่งอาจส่งผลให้มูลค่าการลงทุนลดลงมากในบางช่วง
  • การคาดการณ์ทิศทางราคาค่อนข้างทำได้ยาก ต้องอาศัยการวิเคราะห์ปัจจัยที่ซับซ้อนหลายด้าน
  • บางบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานอาจได้รับผลกระทบจากกระแสการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด

โอกาสการเติบโตและผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ

  • หากสถานการณ์ความขัดแย้งในโลกทวีความรุนแรงมากขึ้น ราคาน้ำมันและทองคำมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นมาก ส่งผลให้ผลตอบแทนของหุ้นในกลุ่มนี้เพิ่มสูงตามไปด้วย
  • อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติยังมีโอกาสเติบโตได้ดีในระยะกลาง เนื่องจากความต้องการใช้พลังงานของโลกที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศตลาดเกิดใหม่
  • การลงทุนในหุ้นเหมืองทองคำชั้นนำที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ น่าจะให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ หากราคาทองคำเพิ่มสูงขึ้นตามการคาดการณ์

7.หุ้นกลุ่มประกันภัยประกันชีวิต จากรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

ข้อดีของหุ้นกลุ่มประกันภัยและประกันชีวิตจากการเพิ่มขึ้นของรถไฟฟ้า

  • การขยายตัวของระบบขนส่งมวลชนอย่างรถไฟฟ้า ช่วยเพิ่มการเดินทางและยอดผู้โดยสาร ซึ่งอาจส่งผลให้ธุรกิจประกันภัยรถยนต์มีเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้น
  • รถไฟฟ้าช่วยให้การเดินทางสะดวกรวดเร็วขึ้น ผู้คนจึงมีเวลาว่างมากขึ้นในการทำกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงการวางแผนทางการเงินและการซื้อประกันชีวิตและสุขภาพเพิ่มเติม

ข้อเสียของหุ้นกลุ่มประกันภัยและประกันชีวิตจากการเพิ่มขึ้นของรถไฟฟ้า

  • หากผู้คนหันมาใช้บริการรถไฟฟ้ามากขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจประกันภัยรถยนต์ในระยะยาว เนื่องจากความต้องการทำประกันภัยรถยนต์อาจลดลง
  • การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดประกันภัยและประกันชีวิต อาจทำให้บางบริษัทต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ หรือปรับลดเบี้ยประกันภัยลง เพื่อดึงดูดลูกค้า ซึ่งอาจกดดันอัตรากำไรของบริษัท
  • ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและนโยบายของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมประกันภัย ซึ่งอาจส่งผลต่อผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มนี้

โอกาสการเติบโตและผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ

  • การเติบโตของเมืองและชุมชนตามแนวรถไฟฟ้า ช่วยขยายกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิต ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ซึ่งจะเป็นโอกาสในการเพิ่มรายได้จากเบี้ยประกันภัยในระยะยาว
  • ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล ช่วยให้บริษัทประกันภัยสามารถเข้าถึงข้อมูลและวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าได้ดีขึ้น นำไปสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการที่ตรงใจลูกค้ามากขึ้น ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร

8.หุ้นขนส่งและ logistic จากการเติบโตของธรุกิจออนไลน์

ข้อดีของหุ้นกลุ่มขนส่งและลอจิสติกส์จากการเติบโตของธุรกิจออนไลน์

  • ได้รับอานิสงส์จากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของภาคพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce) ซึ่งต้องอาศัยบริการขนส่งและจัดส่งสินค้าจำนวนมาก ทำให้บริษัทในกลุ่มนี้มีโอกาสเติบโตสูง
  • รายได้ของธุรกิจมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ตามการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น
  • บริษัทขนส่งและลอจิสติกส์บางแห่งมีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดต้นทุน เช่น ระบบติดตามสินค้าแบบเรียลไทม์ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในคลังสินค้า ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับบริษัท

ข้อเสียของหุ้นกลุ่มขนส่งและลอจิสติกส์จากการเติบโตของธุรกิจออนไลน์

  • การแข่งขันในอุตสาหกรรมมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ทั้งจากผู้เล่นรายเดิมและรายใหม่ที่เข้ามาในตลาด อาจส่งผลกดดันต่ออัตรากำไรของบริษัท โดยเฉพาะรายเล็กที่มีข้อจำกัดด้านเครือข่ายและเทคโนโลยี
  • บริษัทขนส่งบางแห่งมีการพึ่งพิงรายได้จากลูกค้ารายใหญ่ เช่น แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ หรือผู้ค้าปลีกรายใหญ่ ซึ่งมีอำนาจต่อรองสูง 
  • หากสูญเสียลูกค้ากลุ่มนี้ไปอาจส่งผลกระทบมากต่อรายได้และผลประกอบการของบริษัท
  • ความผันผวนของราคาน้ำมันอาจส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งและกำไรของบริษัท เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลักของการขนส่ง โดยเฉพาะการขนส่งทางบก

โอกาสการเติบโตและผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ

  • บริษัทขนส่งและลอจิสติกส์ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ มีระบบการจัดการคลังสินค้าและการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ จะสามารถตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นและขยายฐานลูกค้าได้มากกว่าคู่แข่ง
  • หากสามารถคัดเลือกหุ้นในกลุ่มที่มีข้อได้เปรียบทางการแข่งขันและมีผลประกอบการเติบโตโดดเด่น อาจให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ ทั้งในรูปกำไรจากการซื้อขาย (capital gain) และเงินปันผล อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นอาจมีความผันผวนสูงเป็นช่วงๆตามวัฏจักรของภาวะเศรษฐกิจ จึงต้องติดตามใกล้ชิด

9.หุ้นชิ้นส่วนอีเล็กทรอนิกส์ จากการเติบโตของตลาด AI มือถือ

ข้อดีของหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากการเติบโตของตลาด AI และสมาร์ทโฟน

  • การพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่ก้าวหน้าขึ้น ทำให้สมาร์ทโฟนมีความสามารถใหม่ๆเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น กล้องที่ถ่ายรูปสวยขึ้น ระบบรักษาความปลอดภัยด้วยใบหน้า และ AI assistant ซึ่งต้องอาศัยชิ้นส่วนที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ช่วยผลักดันการเติบโตของบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วน
  • บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนบางรายมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและมีเทคโนโลยีที่โดดเด่น จึงมีโอกาสได้รับคำสั่งซื้อจากแบรนด์สมาร์ทโฟนชั้นนำ เช่น Apple, Samsung ฯลฯ ซึ่งมียอดขายจำนวนมาก

ข้อเสียของหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

  • เป็นธุรกิจที่มีวงจรขึ้นลงตามกระแสความนิยมของผลิตภัณฑ์ใหม่ หากสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่มียอดขายต่ำกว่าคาด อาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนได้
  • การแข่งขันในตลาดค่อนข้างสูง ทั้งจากผู้ผลิตจีนและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำที่หันมาพัฒนาชิ้นส่วนด้วยตัวเอง หากบริษัทไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆออกสู่ตลาดได้ทัน อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันได้
  • ขึ้นอยู่กับเทรนด์เทคโนโลยีในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน หากเกิดการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีครั้งใหญ่อย่างกะทันหัน อาจทำให้บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนเดิมปรับตัวไม่ทันและกระทบต่อรายได้และผลกำไรได้

โอกาสการเติบโตและผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ

  • ตลาดสมาร์ทโฟนระดับบนและระดับกลางน่าจะยังคงเติบโตได้ดีในระยะข้างหน้า ตามกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งจะหนุนความต้องการชิ้นส่วนที่มีคุณภาพและมีมูลค่าเพิ่มสูง
  • บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนที่มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างนวัตกรรมได้ด้วยตัวเอง มีโอกาสทำกำไรได้สูงกว่าคู่แข่ง และน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีแก่นักลงทุนในระยะยาว หากราคาหุ้นไม่ได้ปรับตัวขึ้นไปมากเกินไปแล้ว
  • ผลตอบแทนของหุ้นในกลุ่มนี้อาจมีความผันผวนสูง ตามวัฎจักรขึ้นลงของอุตสาหกรรม นักลงทุนจึงต้องติดตามภาวะการแข่งขัน เทคโนโลยีใหม่ๆ และผลประกอบการของบริษัทอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสม

10.หุ้นเงินทุนแหละหลักทรัพย์จากการเติบโตของตลาด หลังไทยเงียบมานาน และการเติบโตอุตสาหกรรมคริปโต

ข้อดีของหุ้นกลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์จากการเติบโตของตลาดหุ้นไทยและอุตสาหกรรมคริปโต

  • หลังจากตลาดหุ้นไทยซบเซามาหลายปี การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุน อาจทำให้มูลค่าการซื้อขายหุ้นและรายได้จากค่านายหน้าของบริษัทหลักทรัพย์เพิ่มสูงขึ้น
  • การเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัลและคริปโตเคอร์เรนซี่ ทำให้มีความต้องการใช้บริการนายหน้าซื้อขายและระบบเทรดมากขึ้น ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับบริษัทหลักทรัพย์ที่มีโบรกเกอร์คริปโต

ข้อเสียของหุ้นกลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์

  • รายได้และกำไรของธุรกิจเป็นวัฏจักรตามภาวะตลาดทุน ในช่วงที่ตลาดผันผวนหรือซบเซา รายได้จากค่านายหน้าซื้อขายก็มักจะลดลงตามไปด้วย
  • การแข่งขันในธุรกิจค่อนข้างสูง ทั้งจากบริษัทหลักทรัพย์ขนาดใหญ่และผู้เล่นรายใหม่ที่เป็น fintech startup ทำให้บริษัทต้องลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีและบริการอยู่เสมอ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
  • ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและการเข้ามากำกับดูแลของภาครัฐที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะในด้านธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนในการดำเนินงานเพิ่มสูงขึ้นและความสามารถในการทำกำไรลดลง

โอกาสการเติบโตและผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ

  • แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย อาจทำให้นักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งมักมีมูลค่าพอร์ตลงทุนสูง ส่งผลดีต่อรายได้ของบริษัทหลักทรัพย์
  • ด้วยจุดแข็งในการวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำบางแห่งมีโอกาสขยายไปสู่ธุรกิจการจัดการสินทรัพย์และกองทุนส่วนบุคคล ซึ่งมีอัตรากำไรสูงและสร้างรายได้ประจำ